Forest Structure and Species Composition Across the Forest Ecotone between Moist Evergreen Forest and Agriculture Area at Kathun Wildlife Sanctuary, Nakhon Si Thammarat Province
โครงสร้างและองค์ประกอบพรรณพืชบริเวณแนวรอยต่อป่าดิบชื้นและพื้นที่เกษตรกรรม เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่ากะทูน จังหวัดนครศรีธรรมราช



Ananya Sumon et al.

บทคัดย่อ

การเปลี่ยนแปลงพื้นที่ป่าเป็นพื้นที่เกษตรกรรม ส่งผลต่อการเกิดหย่อมป่าและการสูญเสียความหลากหลายพรรณพืช การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบโครงสร้างและองค์ประกอบพรรณพืช บริเวณแนวรอยต่อป่าดิบชื้นและพื้นที่เกษตรกรรม ภายในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่ากะทูน โดยวางแปลงถาวรแบบแถบ ขนาด 10 เมตร x 200 เมตร และกำหนดเขตพื้นที่เป็น 4 เขต คือ เขตป่าดิบชื้นที่เหลืออยู่ เขตป่าด้านใน เขตป่าตอนกลาง และเขตป่าด้านนอก ติดหมายเลขต้นไม้ วัดความโต และความสูงทั้งหมดของไม้ใหญ่และไม้รุ่น และเก็บข้อมูลปัจจัยแวดล้อมเพื่อวิเคราะห์การจัดลำดับหมู่ไม้ตามปัจจัยแวดล้อม ผลการศึกษา พบพรรณไม้ทั้งไม้ใหญ่และไม้รุ่นจำนวน 82 ชนิด 68 สกุล 41 วงศ์ มีความหนาแน่นและพื้นที่หน้าตัดต้นไม้เท่ากับ 2,145 ต้นต่อเฮกแตร์ และ 16.30 ตารางเมตรต่อเฮกแตร์ ตามลำดับ ความหลากชนิดไม้อยู่ในระดับสูง (H' = 3.86) วงศ์ที่มีความเด่นด้านจำนวนชนิดสูงสุด คือ วงศ์เปล้า (Euphorbiaceae) ความหนาแน่นไม้ทั้งสองระดับระหว่างเขตพื้นที่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญยิ่งทางสถิติ (F = 4.42, p ? 0.01 และ F = 14.04, p ? 0.01 ตามลำดับ) โดยพบไม้ใหญ่มากที่สุดในเขตป่าดิบชื้นที่เหลืออยู่และน้อยที่สุดในเขตขอบป่าด้านนอก ซึ่งทิศทางตรงข้ามกับระดับไม้รุ่น รูปแบบกระจายของต้นไม้ตามขนาดชั้นเส้นผ่านศูนย์กลาง เป็นแบบชี้กำลังเชิงลบ แสดงว่าสังคมพืชสามารถรักษาโครงสร้างป่าไว้ได้ดี ขณะที่พิกุลป่า มีรูปแบบการกระจายไม่ต่อเนื่องหรือแบบระฆังคว่ำ บ่งบอกการสืบต่อพันธุ์ที่ไม่ต่อเนื่อง ผลการจัดลำดับหมู่ไม้ พบว่าระดับความสูงของพื้นที่และเปอร์เซ็นต์การปกคลุมเรือนยอดมีอิทธิพลต่อการกำหนดการปรากฏของกลุ่มพรรณไม้ในป่าดิบชื้น ขณะที่ความหนาแน่นรวมดินที่สูง เปอร์เซ็นต์การปกคลุมเรือนยอดและความชื้นดินต่ำมีผลต่อการปรากฏของพรรณพืชกลุ่มไม้เบิกนำบริเวณเขตขอบป่าด้านนอก แสดงให้เห็นถึงความต้องการทางนิเวศวิทยาที่แตกต่างกันระหว่างชนิดไม้พื้นถิ่นและไม้เบิกนำ ดังนั้น การคัดเลือกชนิดไม้เพื่อการฟื้นฟูป่าที่มีความเหมาะสมตามปัจจัยแวดล้อม ย่อมช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการฟื้นคืนสู่ป่าธรรมชาติดั้งเดิมได้เร็วขึ้น

Abstract

Land use changes, particular conversion forest area into agricultural area induced the forest patches and led to plant diversity loss. This study aimed to compare forest structure and species composition across the forest ecotone between moist evergreen forest and agriculture area at Kathun Wildlife Sanctuary. Permanent transect plots, 10 m x 200 m, were established, and subplots of 10 x 10 m were divided. In addition, four zones related forest edged distance were classified based on the initiated area at the edge (0 m), moist evergreen remnant forest (RF), forest edged-interior (Ed-in), forest edged-intermedium (Ed-me), and forest edged-exterior (Ed-ex), respectively. All saplings and trees were tagged, measured, identified, and recorded position in the plot and saplings count the number of trees of each species. Ordination analysis was applied to detect the important factors for determining tree stands. The result showed the total of 82 species 68 genera and 41 families for saplings and trees were found. Tree density and basal area were 2,145 individual.ha-1 and 16.30 m2.ha-1, respectively. The dominance family based on highest number of species was Euphorbiaceae. The density of trees and saplings between zones were significantly different (F = 4.42, p ? 0.01 and F = 14.04, p ? 0.01, respectively). Highest density of tree was found in the RF and lowest in the Ed-ex, contrasting with the saplings. Tree diameter class distribution had the negative exponential growth form, indicating these areas can maintain their structure. However, different pattern, unimodal form, was detected for Payena acuminata, indicating discontinuous regeneration was found. The results of ordination found that high elevation and percentage of crown cover had determined tree species in RF. While high bulk density with low percentage of crown cover and soil moisture content had influenced on the establishment of pioneer species, particular at the Ed-ex zone. Indicating different tree species niche was detected. Thus, the suitable species related to its niche should be concern for forest restoration to promote forest recovery into the climax forest.